Uncategorizedอาหารและสุขภาพเรื่องน่าอ่าน

วิธีทำ“ผัดกะเพราเห็ดฟาง”เมนูง่ายๆ อร่อยแถมได้ประโยชน์เพียบ

หลายท่านน่าจะชอบทานเห็ดฟาง เพราะสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็น ยำเห็ดฟาง ต้มจืดเห็ดฟาง ต้มยำเห็ดฟาง เห็ดฟางผัดน้ำมันหอย น้ำพริกเห็ดฟาง นอกจากอร่อยแล้วทราบกันไหมว่าเห็ดฟางยังมีประโยชน์หลายอย่างต่อร่างกายอีกด้วย และในวันนี้เราจะมาแนะนำเมนูผัดกระเพราเห็ดฟาง ที่ทำได้ไม่ยๅกแถมอร่อยไม่แพ้เมนูอื่นกันเลย ใครสนใจเมนูนี้ลองไปดูวิธีทำและประโยชน์ดีๆ ของเห็ดฟางกันได้เลย

ส่วนประกอบ

1. เห็ดฟาง 3-5 ขีด

2. ใบกะเพรา 1 ถ้วย (หรือมากกว่าถ้าชอบ)

3. พริกขี้หนู 7 เม็ด (แล้วแต่ชอบเผ็ดมากเผ็ดน้อย)

4. กระเทียม 5-7 กลีบ

5. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

6. น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

7. น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1. นำเห็ดฟางมาปอกล้างให้สะอาด ลวกน้ำร้อนพอสุกอย่าให้เละ เหยาะเกลือเล็กน้อย จะช่วยให้เห็ดสะอาดและน่ารับประทานมากขึ้น ตักใส่ตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ ถ้าเห็ดยังไม่แห้ง เวลาผัดระวังน้ำมันจะกระเด็นได้

2. ตำกระเทียม พริกขี้หนูรวมกันพอหยาบ ตักขึ้นพักไว้

3. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน พอร้อนใส่เครื่องที่โขลกลงไปผัดจนมีกลิ่นหอม

4. ใส่เห็ดฟาง เติมน้ำสะอาดเล็กน้อย ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลทราย

5. ก่อนตักขึ้นใส่ใบกะเพรา ต้องใช้ไฟแรงและผัดเร็วๆ จะทำให้กลิ่นพริกและใบกะเพราส่งกลิ่นหอม

6. ใช้เวลาผัดและเตรียมประมาณ 15 นาที จะได้อาหารมังสวิรัติรสเด็ดที่มีประโยชน์กับร่างกายเต็มเปี่ยม

ประโยชน์ของเห็ดฟางนั้นมีมากมาย

-หากรับประทานเห็ดฟางเป็นประจำจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย

-เห็ดฟางมีวิตามินซีสูง ช่วยป้องกันไข้หวัดและทำให้ผิวพรรณสวยสดใส

-ช่วยในการสมานผิวทำให้แผลหายเร็วขึ้นและยังช่วยยับยั้งแบคทีเรีย ลดอาการติดเชื้อต่างๆ

-ช่วยลดอาการช้ำใน รอยฟกช้ำ และการปวดบวมตามร่างกาย

-บำรุงตับ ช่วยให้ระบบการทำงานของตับและร่างกายเกิดความสมดุล

เคล็ดลับในการเก็บเห็ดฟางสดให้อยู่ได้นาน 6-7 วัน

นำเห็ดฟางมาล้างให้สะอาด ผ่าครึ่งและลวกในน้ำเดือดจัดๆ30วินที จากนั้นเทใส่กระชอน ล้างด้วยน้ำเย็นจนเห็ดเย็นสนิท แล้วนำใส่กล่องจะเติมน้ำหรือไม่เติมน้ำก็ได้จากนั้นปิดฝา นำไปแช่เย็นจะเก็บเห็ดฟางได้นาน6-7วันค่ะ

เห็นไหมละคะว่าเมนูธรรมดา ง่ายๆ บ้านๆ อย่างผัดกะเพราเห็ดฟางนี้ จะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากขนาดนี้ อย่าลืมไปลองทำกันนะคะ ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์ก็แชร์เป็นวิทยาทานได้จ้า

ขอบคุณข้อมูลและภาพจากคุณ.Nattaya Siri, ขอบคุณที่มา https://aroirang.com/

เรียบเรียงโดย teeneethailand2.com

Related Articles

Back to top button