“ปลูกองุ่นในโรงจอดรถ” ได้บังแดด และ ยังมีผลไม้ไว้ทานตลอด

เจ้าของบ้านผุดไอเดีย “ปลูกองุ่นในโรงจอดรถ” บังแดดไม่พอ ยังเก็บกินได้ด้วย

โรงรถสวยๆ มักมาคู่กับรายจ่ายก้อนโต ซึ่งโดยมากเราก็เลือกที่จะไม่ลงทุนตก แต่งโรงรถ ในรั้วบ้านให้หรูหราอะไรมากมายนัก แต่ไม่ใช่กับบ้านหลังนี้ของคุณ Prite Taitaemthong ในจังหวัดเชียงใหม่

ที่ตกแต่งโรงรถด้วยไร่องุ่นขนาดย่อม นับได้ว่าเป็นการลงทุนตกแต่ง แบบโรงจอดรถหน้าบ้าน ที่คุ้มค่า นอกจากประโยชน์ด้านความสวยงามแล้ว ยังออกผลให้เก็บกินได้อีกด้วย เก๋ขั้นสุดนะเนี่ย

ซึ่งคุณ Prite Taitaemthong ได้ระบุข้อความว่า “บ้านใครเนื้อที่น้อยๆ ลองปลูกบนโรงรถดูบ้างก็ได้น่ะครับ ผมเลยเอารูปที่ทำที่บ้านมาฝาก ดูไอเดียน่ะครับ อย่าดูเน้นที่คุณภาพน่ะครับ ไม่ค่อยได้ดูแลครับ”

โดยทั่วไปแล้วองุ่นสามารถปลูกได้ในหลากหลายสภาพอากาศ แต่เหตุที่คนไม่ค่อยนิยมปลูกกันเนื่องจาก ดูแลยาก ไม่ทนต่อแมลง และ โรคพืชต่างๆ (อ่อนไหวง่ายว่างั้นเถอะ) ทำให้ไม่ค่อยได้รับความนิยม

แต่ถ้าจะปลูกเองเพื่อตกแต่งบ้าน ก็เป็นไอเดียที่ไม่เลวเลยว่าไหม สำหรับ เคสคุณ Prite Taitaemthong ปลูกองุ่นใต้หลังคาโรงจอดรถ ที่บ้าน จ.เชียงใหม่ คุณ Prite Taitaemthong เลือกปลูก สายพันธุ์บิวตี้ ซีดเลส (องุ่นไม่มีเมล็ด)

โดยการปลูกแบบลงดินจากต้นกล้าเสียบยอด ส่วนสภาพดินที่เหมาะกับการปลูกองุ่น ต้องเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ถ้าจะให้ดีควรเป็นดินเหนียวปนดินร่วนตามที่ราบลุ่มแม่น้ำ สภาพความเป็นกรด-ด่าง(HP)

อยู่ที่ 5.6-6.4 และมีปริมาณน้ำเพียงพอ แต่น้ำท่วมไม่ถึงเด็ดขาด โดยมากมักจะทำ ค้างต้นองุ่นเพื่อให้เถาองุ่นเลื้อยขึ้นพันเกี่ยว จะทำเองก็ได้ง่ายๆ ดังนี้ การทำค้างจะทำหลังจากที่ปลูกองุ่นแล้วประมาณ 1 ปี

ซึ่งต้นองุ่นจะสูงพอดีที่จะขึ้นค้างได้ ค้างต้นองุ่นมีหลายแบบด้วยกันแต่แบบที่นิยมกันมากคือ ค้างแบบเสาคู่แล้วใช้ลวดขึง มีวิธีการและขั้นตอน ดังนี้

การเลือกเสาค้าง เสาค้างอาจใช้เสาซีเมนต์หน้า3 นิ้ว หรือ 4 นิ้วก็ได้ เสาค้างซีเมนต์จะแข็งแรงทนทานอยู่ได้นานหลายปี แต่มีราคาแพงและหนัก เวลาทำค้างต้องเสียแรงงงานมาก ถ้าใช้เสาไม้ให้

ใช้ไม้เนื้อแข็งขนาดหน้า 2×3 นิ้ว หรือหน้า 2×4 นิ้ว หรือเสากลมก็ได้ เสาควรยาวประมาณ 2.5-3 เมตร หรือยาวกว่านี้ ซึ่งเมื่อปักลงดินเรียบร้อยแล้ว ให้เหลือส่วนที่อยู่เหนือดินประมาณ 1.50 เมตร

การปักเสา ให้ปักเป็นคู่ 2 ข้างของแปลงในแนวเดียวกัน โดยให้เสาห่างกัน 2 เมตร และเมื่อติดคานแล้ว ให้เหลือหัวไม้ยื่นออกไปทั้งสองข้างๆ ละ 50 เซนติเมตรพอ ระยะห่างระหว่างเสาแต่ละคู่ ประมาณ 10-20 เมตร ยิ่งปักเสาถี่จะยิ่งแข็งแรงทนทาน

แต่ก็สิ้นเปลืองมากบางแห่งจึงปักเสาเพียง 3 คู่ คือ หัวแปลง กลางแปลง และท้ายแปลง และระหว่างเสาแต่ละคู่ให้ค้างไม้รวกช่วยค้ำไว้เป็นระยะๆ ซึ่งก็สามารถใช้ได้และประหยัดดีแต่ต้องคอยเปลี่ยนค้างไม้รวกบ่อย

การขึงลวด ลวดที่ใช้ทำค้าง ให้ใช้ลวดขนาดใหญ่พอสมควรคือ ลวดเบอร์ 11 ซึ่งลวดเบอร์ 11 หนัก 1 กิโลกรัม จะยาวประมาณ 18 เมตร ให้ขึงลวดพาดไปตามคานแต่ละคู่ตลอดความยาวของแปลง โดยใช้ลวด 4-6 เส้น เว้นระยะลวดให้ห่างเท่าๆ กัน

ที่หัวแปลงและท้ายแปลงให้ใช้หลักไม้ขนาดใหญ่ตอกฝังลงไปในดินให้แน่น แล้วใช้ลวดโยงจากค้างมามัดไว้ที่หลักนี้เพื่อให้ลวดตึง หลังจากขึงลวดเสร็จแล้วให้ตรวจดูว่าลวดหย่อนตกท้องช้างหรือไม่ ถ้าหย่อนมากให้ใช้ไม้รวกขนาดใหญ่ปัก

เป็นคู่ตามแนวเสาค้างแล้วใช้ไม้รวกอีกอันหนึ่งพาดขวางผูกด้านบนในลักษณะเดียวกับค้าง เพื่อช่วยรับน้ำหนักเป็นระยะๆ ไปตลอดทั้งแปลง เพราะเมื่อต้นองุ่นขึ้นค้างจนเต็มแล้วจะมีน้ำหนักมากจำเป็นต้องช่วยรองรับน้ำหนักหรือค้ำยันไว้ไม่ให้ค้างหย่อน

แต่สำหรับบ้านคุณ Prite Taitaemthong แล้ว ทำค้างองุ่นด้วยการขึ้นเสาเหล็กทำเป็นระแนงกันสาดยาว และติดตั้งหลังคาโปร่งแสงด้านบนเพื่อเบาแดด ทั้งนี้ องุ่นอายุ 3 ปี แต่พออายุ 1 ปีครึ่ง ก็เลื้อยเต็มพื้นที่แล้ว

วิธีการปลูกองุ่น 1.ควรขุดหลุมปลูกให้มีขนาดกว้าง ยาว และลึก ประมาณ 50 เซนติเมตร ,2.ผสมดิน ปุ๋ยคอก และปุ๋ยร๊อคฟอสเฟต เข้าด้วยกันในหลุมให้สูงประมาณ 2 ใน 3 ของหลุม, 3.ยกถุงกล้าต้นองุ่นวางในหลุม

โดยให้ระดับของดินในถุงสูงกว่าระดับดินปากหลุมเล็กน้อย, 4.ใช้มีดที่คมกรีดถึงจากก้นขึ้นมาถึงปากถุงทั้ง 2 ด้าน (ซ้ายและขวา), 5.ดึงถุงพลาสติกออก โดยระวังอย่าให้ดินแตก, 6.กลบดินที่เหลือลงไปในหลุม

7.กดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น, 8.ป้กไม้หลักและผูกเชือกยึด เพื่อป้องกันลมพัดโยก, 9.หาวัสดุคลุมดินบริเวณโคนต้น เช่น ฟางข้าว หญ้าแห้ง ,10.รดน้ำให้โชก ,11.ทำร่มเงา เพื่อช่วยพรางแสงแดด

การดูแล ดูแลปรกติเน้นปุ๋ยคอกกับกันเพลี้ยไฟ เพลี้ยแป้ง และราน้ำค้าง

นับเป็นบ้านอีกหนึ่งหลังที่สร้างแรงบันดาลใจได้เป็นอย่างดี นอกจากจะเป็นโรงรถที่สวยงาม เบาแดดให้รถได้แล้ว ยังได้ปลูกพืชผักผลไม้

ในรั้วบ้านให้เก็บกินเองปลอดภัยไร้สารพิษ และประหยัดอีกต่างหาก หรือหากจะนำไอเดียนี้ไปลองปลูกพืชพันธุ์เลื้อยอย่างอื่นก็ไม่ว่ากัน

ที่มาภาพ Prite Taitaemthong