“หมู พิมพ์ผกา” เผยชีวิตคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวสอนลูก “นาย ณภัทร”

              เรียกได้ว่าตอนนี้เป็นขวัญใจสาวๆไปแล้ว สำหรับ “นาย-ณภัทร เสียงสมบุญ” แน่นอนว่าหลายๆคนอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตากับครอบครัวนี้กันเป็นอย่างดีสำหรับ “หมู - พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ” นักแสดงสาวชื่อดัง หนึ่งในคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวในยุคนั้น แปรเปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นพลังใจเข้มแข็งในการเลี้ยงดูลูกชาย“นาย-ณภัทร เสียงสมบุญ”จนเติบโตและกลายเป็นหนุ่มในฝัน ของสาวๆ กว่าค่อนประเทศไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง
เมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ซิงเกิ้ลมัมไม่ได้รับการยอมรับมากเท่าในปัจจุบันผ่านชีวิตช่วงนั้นมาได้อย่างไรคะ
แม่หมู : ตอนนั้นหมูไม่ได้คิดเลยว่าใครจะคิดยังไงกับเรา คิดอย่างเดียวว่าหมูอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีลูก ขอเล่าย้อนไปตั้งแต่ก่อนหย่า ตอนนั้นหมูตั้งใจลาออกจากวงการบันเทิง ลาออกจากการเป็นพิธีกรทุกงาน เพื่อมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว แต่พอครอบครัวไม่ได้เป็นอย่างที่ฝัน หมูก็ต้องเข้มแข็งและเลี้ยงดูลูกคนเดียวให้ได้

ตอนเด็กๆ ป๊า (พ่อ) ก็เลี้ยงหมูมาคนเดียวเหมือนกัน ดังนั้น พอหมูเลิกกับพ่อน้องนาย หมูไม่ได้มองว่าผู้ชายร้ายเหมือนกันทั้งโลก เพราะอย่างน้อยก็ยังมีป๊าเป็นต้นแบบ แต่สิ่งที่หมูขาดคือแม่ จึงคิดเสมอว่าไม่อยากให้ลูกตกอยู่ในสภาพเดียวกับเรา ตอนนั้นแอบไปนั่งร้องไห้เสียใจบ่อยมากแต่ก็พยายามเลี้ยงน้องนายอย่างเต็มที่ พยายามเติมในสิ่งที่เขาขาดหายไป จำได้ว่าตอนนั้นหมูโอ๋ลูกมาก
จนวันหนึ่ง พี่ต๋อย (ไตรภพ ลิมปพัทธ์) เตือนว่า “เฮ้ยหมูไม่ต้องกลัวว่าลูกจะขาดหรอก เพราะหมูรักเขามากขนาดนี้เด็กเขารู้สึกได้” หมูจึงคิดได้ว่า ถ้าเราให้ความรัก ให้เวลาและให้ทุกสิ่งกับลูกเต็มร้อย ก็ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะขาดอะไรความคิดของแม่เป็นความคิดประกาศิตค่ะ เป็นแรงดึงดูดที่ทรงอานุภาพที่สุดในจักรวาลนี้แล้ว ถ้าเราคิดว่าลูกขาดความรัก ลูกจะเป็นอย่างที่เราคิด แต่ถ้าเราคิดว่าลูกเป็นคนดี เป็นสุภาพบุรุษ  เขาก็จะโตมาเป็นผู้ชายเพอร์เฟ็กต์อย่างที่เราต้องการ

หมูเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนรักลูกเหมือนกันหมด แต่บางคนอาจบอกว่า ฉันก็รักลูก แต่ทำไมลูกโตมาแล้วไม่ได้ดี หมูอยากบอกว่า นอกจากความรักแล้ว เราต้องให้เวลากับลูกด้วยต้องคุยกัน ต้องกอดกัน หมูกับลูกคุยกันได้ทุกเรื่อง หมูไม่เคยวางท่าว่าเป็นแม่เขา แต่เราเป็นเหมือนเพื่อนกัน ตั้งแต่น้องนายเด็กๆ หมูให้เขาตัดสินใจเอง เริ่มจากเรื่องเล็กๆ เช่น ก่อนออกจากบ้านหมูจะถามเขาว่า “น้องนายว่าแม่ใส่รองเท้าคู่ไหนดี” เขาก็จะเลือกให้เรา เท่ากับเป็นการปลูกฝังความเป็นผู้นำให้เขาทีละนิด การที่เรารับฟังความคิดเห็นของลูก เขาจะซึมซับความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองไปโดยอัตโนมัติ
แล้ววันนี้คำประกาศิตของแม่ที่ว่า“ลูกเป็นผู้ชายเพอร์เฟ็กต์” เป็นจริงแล้วหรือยังคะ
แม่หมู : เป็นอย่างที่คิดไว้แล้วค่ะ (หัวเราะแล้วหันไปมองหน้าลูก) ตั้งแต่เล็กๆ เวลานายไปเล่นบ้านใคร กลับมาจะมีแต่คำชม บางคนถึงกับขอเขาไปเลี้ยงที่บ้านก็มี ใครได้รู้จักน้องนายมักจะรักเขา หมูภูมิใจในตัวน้องนายทุกเรื่องจนทุกวันนี้ เพราะหมูรู้ว่าก่อนที่นายจะทำอะไร เขาคิดอย่างรอบคอบมาก่อนแล้ว
น้องนายไม่ดื้อ แต่เขาบอกว่าเขาเคยดื้อนะ แต่แม่ไม่รู้หมูเข้าใจอารมณ์เด็กผู้ชายที่อาจมีดื้อบ้าง เผอิญหมูไม่ได้เป็นแม่ที่จู้จี้จุกจิก จึงไม่เห็นว่าเขาดื้อตรงไหน

น้องนาย : จริงๆ แล้วผมเคยดื้อ เรื่องการเรียนนี่แหละครับผมเป็นคนเรียนไม่เก่ง ตอนแรกภาษาอังกฤษนี่ไม่ได้เลย พอขึ้น ม.1 แม่ให้ย้ายมาเรียนที่โรงเรียนนานาชาติ ซึ่งเรียนเป็นภาษาอังกฤษทุกวิชา พอเข้าไปเรียนผมงงมาก เรียนไม่รู้เรื่องอาจารย์ให้การบ้านก็ทำไม่เป็น
วันหนึ่งแม่มาเปิดกระเป๋านักเรียนหาของอะไรสักอย่างเลย เห็นสมุดที่มีรอยแก้จากอาจารย์เขียนเต็มไปหมด แล้วแม่ก็ร้องไห้ ผมเห็นก็ยิ่งเสียใจมากกว่าเดิมอีก สงสารแม่ ต้องหาเงินเลี้ยงผมคนเดียว ผมยังเรียนไม่เก่งอีก ตั้งแต่วันนั้นผมก็บอกตัวเองว่า ต้องพยายามมากขึ้น จากเด็กที่ไม่เคยสนใจการเรียน ผมพยายามตั้งใจเรียนอย่างมาก ผ่านไปสองปีผมก็เริ่มเขียนอ่านฟังพูดภาษาอังกฤษได้ แต่ไม่ถึงกับดี ผลของความพยายาม ทุกวันนี้ผมเริ่มพูดภาษาอังกฤษได้คล่องขึ้นแล้วครับ
น้องนายเคยรู้สึกน้อยใจหรือเสียใจบ้างไหมที่ครอบครัวไม่อบอุ่นเหมือนคนอื่น
น้องนาย : จริงๆ ตอนเป็นเด็กผมไม่เคยรู้เรื่องเลยครับว่าพ่อแม่แยกทางกัน แม่ไม่เคยพูดถึงพ่อในแง่ไม่ดี ผมจึงไม่คิดว่าผมขาดพ่อหรือแตกต่างจากเพื่อนคนอื่นๆ ตั้งแต่เกิดมาผมจำได้ว่าผมมีแม่คนเดียวแค่นั้น ตรงกันข้ามผมกลับแฮ็ปปี้เสียอีกที่แม่ผมไม่เหมือนแม่คนอื่น แม่ลุยมาก อะไรที่ผู้ชายทำได้ แม่ทำได้หมด ตั้งแต่เดินขึ้นดอย กางเต็นท์นอนบนภูเขา กินหมูปิ้งข้างทาง ขับรถไกลๆ ไปเที่ยวทะเล หรือแม้แต่เล่นยิงปืนบีบีกัน แม่ก็ทำได้ ผมจึงไม่เคยมองว่าผมขาด ผมมีความสุขในแบบของผม

ถ้าสามารถย้อนกลับไปแก้ไขอดีตได้ คุณแม่หมูอยากแก้ไขเรื่องใดบ้างคะ
ไม่แก้ค่ะ ขอไม่ย้อนดีกว่า ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นคือบทเรียนและประสบการณ์ที่มีค่า ถ้าไม่มีเรื่องราวแย่ๆ ในวันนั้น หมูอาจไม่มีเรื่องราวอะไรมาสอนลูกก็ได้ หมูอาจไม่มีวิธีคิด ไม่มีวิธีเลี้ยงลูกให้ดีเหมือนทุกวันนี้ สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นย่อมดีเสมอสำหรับหมู ทุกวันนี้เวลามีเรื่องแย่ๆ หมูจะไม่มองว่าแย่ แต่จะมองว่า อ๋อ เรื่องนี้เป็นอย่างนี้เนอะถือว่าเป็นประสบการณ์สำหรับเรา คราวหน้าจะไม่ทำพลาดอีกแล้วเอาความผิดพลาดนั้นมาสอนลูกต่ออีกทีหนึ่ง เหมือนลูกได้อ่านหนังสือทางลัด เพราะแม่เคยเจอมาแล้ว ดังนั้นทุกเรื่องที่เกิดขึ้นถือเป็นประสบการณ์ที่ดีเสมอค่ะ
ทราบมาว่าช่วงที่คุณหมูลำบากหรือขัดสนน้องนายก็รับรู้ความจริงมาโดยตลอด
แม่หมู : ใช่ค่ะ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ลำบากมากๆ ก็ไม่ได้เล่าให้ลูกฟังทั้งหมด ยิ่งเป็นเรื่องที่เล่าแล้วเราอาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ได้ ไม่เล่าเลย  เลือกเล่าเรื่องที่เด็กพอรับรู้ได้ เลือกเล่าเรื่องที่เป็นประโยชน์ และอธิบายให้เขาเข้าใจ
ปกติน้องนายเป็นเด็กผู้ชายที่พูดน้อยอยู่แล้ว หมูก็เป็นคนพูดน้อย เวลานั่งรถไปด้วยกันบรรยากาศจะเงียบมากจนต้องเปลี่ยนนิสัยตัวเอง พยายามเล่าให้ลูกฟังทุกครั้งที่ขึ้นรถว่า วันนี้แม่ทำอะไรมาบ้าง เพราะหวังว่าวันหนึ่งเขาจะเล่าเรื่องของเขาให้ฟังเหมือนกัน ทุกวันนี้น้องนายก็จะเล่าว่าเขาไปเจออะไรมาบ้าง อย่างที่บอกว่าหมูเลี้ยงลูกเหมือนเพื่อน น้องนายเลยเล่าได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวแม่จะว่า เราจึงมีเรื่องเล่าให้กันฟังแทบจะทุกวัน

แล้วน้องนายล่ะคะ หลังจากรับรู้ถึงความลำบากของคุณแม่ ช่วยแบ่งเบาภาระอย่างไรบ้าง
น้องนาย : ผมรู้ว่าแม่ลำบาก จึงคิดมาตลอดว่าวันหนึ่งต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวแทนแม่ และจะดูแลแม่ให้ได้ อีกหน่อยซึ่งคงไม่นานนี้ผมตั้งใจว่าจะดูแลค่าใช้จ่ายในบ้านทุกอย่างแทนแม่ นี่คือเป้าหมายหลักของผม แต่ยังไม่เคยบอกแม่นะครับตอนนี้ผมอายุ 19 ปี คาดว่าประมาณ 22 ผมน่าจะทำได้แล้ว (ยิ้ม)
ที่ผ่านมาผมพยายามแบ่งเบาภาระแม่มาตลอด ผมเรียนโรงเรียนนานาชาติ ค่าใช้จ่ายสูงมาก ปีละเป็นล้านบาทไม่รวมที่ผมเล่นกอล์ฟซึ่งมีค่าใช้จ่ายครั้งละหลายหมื่นบาทผมรู้ว่าแม่หาเงินเหนื่อยมาก แต่แม่ไม่เคยบ่นเลย จำได้ว่าเริ่มแรกผมซ้อมกอล์ฟหนักมากหวังจะชนะการแข่งขัน แต่แข่งเท่าไหร่ก็ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไป จึงหาทางใหม่จนพบว่า ถ้าสอบเทียบได้จะช่วยแม่ประหยัดค่าเทอมได้ 2 ปีรวมแล้วก็เกือบสองล้านบาท จึงพยายามอ่านหนังสืออย่างหนักต้องขยันกว่าคนอื่น เพราะผมเรียนไม่เก่ง อยู่อันดับท้ายๆ ของห้องมาตลอด พอผลออกมาว่าผมสอบเทียบได้ ผมและแม่ดีใจกันมาก นอกจากจะช่วยแม่ประหยัดเงินได้เยอะแล้วยังทำให้แม่ภาคภูมิใจในตัวผมอีกด้วย
ลูกชายน่ารักขนาดนี้ มีวิธีสอนลูกอย่างไรคะ
แม่หมู : สอนลูกด้วยธรรมะค่ะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนหมูยอมรับเลยว่าเป็นคนไม่มีศาสนา จนเมื่อ 8 ปีก่อน เหมือนธรรมะจัดสรร จู่ ๆ ก็ไปซื้อหนังสือ คู่มือมนุษย์ ของท่านพุทธทาสภิกขุ อ่านครั้งแรกไม่เข้าใจเลยสักบรรทัด ต่อมามีคนบอกว่าให้ลองไปปฏิบัติธรรมสิ ชีวิตจะเปลี่ยน ตอนแรกก็งงว่าจะเปลี่ยนได้ยังไง ไปแค่ไม่กี่วัน

ด้วยความอยากพิสูจน์จึงไปปฏิบัติธรรมคอร์สของคุณแม่สิริ กรินชัย  7 วันได้มาแบบเต็มๆ  หมูน้ำตาไหลร้องไห้อย่างไม่มีเหตุผล ร้องไห้ด้วยความดีใจ หัวใจเต้นแรงคิดอยู่ตลอดเลยว่าดีจังที่รู้ กลับมาชีวิตเปลี่ยนจริงๆ ได้ปัญญามา สว่าง  ใส  โล่ง  และได้วิธีคิดมาเต็มๆ จากที่เคยเป็นคนคิดมาก คิดจนนอนไม่หลับ จนกลัวว่าวันหนึ่งเราจะเป็นบ้ารึเปล่า แต่พอกลับจากปฏิบัติธรรมก็ฝึกจิตให้อยู่กับปัจจุบันขณะ ดูแค่ลมหายใจเข้า - ออก ทำกิจกรรมอะไรก็คิดถึงแต่สิ่งที่เรากำลังทำ พอทำได้ ใจเราก็มีความสุขตอบคำถามในชีวิตของตัวเองได้แล้ว
                สิ่งที่คิดต่อมาคือ เราต้องมอบสิ่งนี้ให้ลูก ตอนนั้นน้องนายอายุประมาณ 10 ขวบ ก็มานั่งคิดว่าจะให้ธรรมะกับเด็ก 10 ขวบอย่างไรดี หมูใช้วิธีทำให้ดู เขาเห็นเราอ่านหนังสือธรรมะหรือนั่งสวดมนต์บ่อยๆ ก็อยากอ่าน อยากสวดตามพยายามสอนเขาเดินจงกรม  เด็ก 10 ขวบสมัยนั้นชอบหุ่นยนต์กันดั้ม  เราก็สอนด้วยการเปรียบเทียบว่า กันดั้มต้องประกอบร่างเข้ากับคนถึงจะเก่ง เอาชนะจอมวายร้ายได้ใช่ไหมแม่ก็มีวิธีประกอบร่างกับกันดั้ม คือเราต้องเอาจิตใจของเราไปอยู่ที่เท้า (ทำท่ายืนเหมือนหุ่นยนต์) ก้าวเท้าขวาย่างหนอซ้ายย่างหนอ พอเราเอาจิตมาอยู่ที่เท้าทีละก้าวๆ ก็เหมือนเป็นการเพิ่มพลังให้กันดั้มในการเอาชนะเหล่าร้ายได้ อธิบายแบบนี้น้องนายก็เข้าใจได้ง่ายขึ้น
หมูไม่เคยบังคับลูกให้สวดมนต์หรือปฏิบัติธรรมเลยเพราะถ้าบังคับเขาจะเกลียด แต่พอเราทำให้เขาดูเป็นตัวอย่างไปเรื่อย ๆ  เขาก็อยากทำตามเราไปเอง  จำได้ครั้งหนึ่งตอนนั้นน้องนาย 11 ขวบ พาเขาไปวัด กลับบ้านมาน้องนายถามว่า “แม่ น้องนายอยากบวช ขอบวชได้ไหม” แต่ตอนนั้นเราทำงานหนักและเลี้ยงลูกคนเดียว เตรียมงานบวชก็ไม่เป็นยังไม่พร้อม จึงต้องปฏิเสธลูกไปก่อน

ทุกวันนี้ไม่ต้องสอนแล้ว  น้องนายเดินจงกรมและสวดมนต์เก่งกว่าแม่เสียอีก  เราสองแม่ลูกสวดมนต์กันทุกคืนส่วนกิจกรรมสำคัญประจำปีของบ้านเราคือการสวดมนต์ข้ามปี  น้องนายไม่เคยเบี้ยวเลยสักครั้ง  มีแต่หมูที่บางปีติดเที่ยวกับเพื่อนจนลืม น้องนายต้องโทรมาทวงว่า  “แม่ลืมสัญญาหรือเปล่าครับ”  พอเรานึกได้  ต้องยกเลิกทริปนั้นแล้วรีบกลับมาสวดมนต์ข้ามปีกับลูก (หัวเราะ)
คุณแม่สอนอะไรน้องนายบ้างคะ
น้องนาย : แม่มักสอนผมเรื่องศีล 5 ครับ  ศีลข้อ 1  แม่สอนว่า  อย่าเบียดเบียนสิ่งมีชีวิต  เพราะสัตว์หรือต้นไม้ก็เจ็บปวดเหมือนกัน  เพียงแต่เราอาจไม่ได้ยินเสียงร้องของเขาเท่านั้นเอง  ข้อ 2  ห้ามลักทรัพย์  รวมถึงเบียดเบียนทรัพย์ของคนอื่น  ข้อ 3  ประพฤติผิดในกาม  แม่สอนว่า  ถ้ารักใคร  อย่าทำให้เขาเสียใจ  เสียน้ำตา  รวมถึงอย่าทำให้คนอื่นมีความทุกข์  ข้อ 4  ห้ามพูดเท็จ  แม่เพิ่มว่าไม่พูดจาส่อเสียดนินทา  หรือพูดให้ร้ายคนอื่นด้วย  และ ข้อ 5  ไม่ดื่มสุรารวมถึงสิ่งมึนเมาทุกอย่างที่ทำให้เราขาดสติ
แม่ชอบถามว่า “วันนี้ผิดศีล 5 รึเปล่าเนี่ย” ผมมักตอบว่าไม่ผิดครับ ผมเคยถามแม่ว่า ถ้าเผลอเหยียบมดโดยไม่รู้ตัวล่ะ ผิดไหม แม่บอกไม่ผิดหรอก เพราะไม่ได้มีเจตนาพุทธศาสนาสอนให้ดูที่เจตนา
สาวๆ หลายคนอยากทราบแล้วว่า ลูกสะใภ้ในสเป็คของคุณแม่หมูเป็นอย่างไรคะ
แม่หมู : เคยถามน้องนายว่าชอบผู้หญิงแบบไหน เขาบอกว่าชอบผู้หญิงที่มีคาแร็คเตอร์ ผู้หญิงตลก ขำๆ ไม่จำเป็นต้องสวย อยู่ด้วยแล้วสนุก มีความสุข ซึ่งก็ตรงกัน หมูก็ชอบผู้ชายแบบนี้เหมือนกัน อยู่ด้วยแล้วมีความสุข  สนุกลั้นลา
น้องนาย : ใช่ครับ  ผมไม่ได้ซีเรียสเรื่องหน้าตาหรือหุ่น  ผมไม่แคร์เรื่องนั้น  ผมชอบผู้หญิงที่มีเสน่ห์มากกว่า  ขอให้เขาจริงใจกับเรา  รักแม่  รักผม  รักครอบครัวผม  และเป็นคนคิดดี  อารมณ์ดี  อยู่ด้วยแล้วมีความสุข  เท่านั้นก็พอแล้วครับอย่างพี่โอปอล์  ผมมองว่าพี่เขาเป็นผู้หญิงที่สวย  เก่ง  ฉลาดมีเสน่ห์  อยู่ด้วยแล้วอารมณ์ดี  ผมเห็นพี่โอปอล์ทีไร  ผมก็ยิ้มได้ตลอดเลย  อิจฉาพี่หมอโอ๊คนะเนี่ย  ล้อเล่นนะครับ (ยิ้ม)

ทุกวันนี้น้องนายกลายเป็นนักแสดงดาวรุ่งที่มีแต่คนกล่าวถึง  ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะไหมคะและมีหลักในการใช้ชีวิตอย่างไร
น้องนาย : ชีวิตเปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะครับ  แต่ผมโชคดีที่มีแม่ช่วยรับงานให้  ผมทำงานในวงการบันเทิงแค่วันหยุดเสาร์ - อาทิตย์  วันจันทร์ถึงศุกร์ผมเรียนหนังสือ  หลักในการใช้ชีวิตในแบบของผมคือ  เต็มที่กับทุกอย่างที่ทำ  จะได้ไม่เสียใจภายหลัง  และสิ่งที่ผมถือเป็นแผนที่ชีวิตคือ  กฎไตรลักษณ์ครับ  อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา
อนิจจัง  คือ  ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง  บนโลกนี้ไม่มีอะไรอยู่กับเราตลอดไป  วันนี้ผมเป็นเด็ก  สักวันก็ต้องแก่วันนี้มีคนรัก  สักวันก็ต้องมีคนเกลียด  วันนี้เรารวย พรุ่งนี้เราอาจจนก็ได้  เช่นเดียวกัน  วันนี้มีแม่อยู่  พรุ่งนี้อาจไม่มีแม่อยู่ด้วยก็ได้  ถ้าเรายอมรับการเปลี่ยนแปลงได้  เราก็จะมีความสุขเพราะทำใจไว้แล้ว  แม่บอกเสมอว่า  สักวันหนึ่งแม่อาจไม่อยู่แล้ว  เพราะฉะนั้นผมต้องเต็มที่กับแม่  ส่วนแม่เองก็ทำแบบนี้กับผมเหมือนกัน
ทุกขัง หรือความทุกข์เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องเจออยู่แล้วผมมองว่าทุกปัญหามีเอาไว้ให้แก้ไขถ้าเราแก้ได้ก็ดีใจแต่ถ้าแก้ไม่ได้และพยายามแก้แล้วไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราทำดีที่สุดแล้ บางคนทุกข์มากถามตัวเองตลอดว่าทำไมเราโชคร้ายอย่างนี้แล้วก็ไปจมอยู่กับความทุกข์โดยไม่พยายามหาทางแก้ทุกข์ก็เหมือนกับการที่เรากำมือเอาไว้แน่นเกินไปแค่เราปล่อยมือสบายๆ ทุกข์ก็อยู่ของมันไปเราไม่จำเป็นต้องจมอยู่ด้วย  เพราะทุกข์เป็นสิ่งที่เราต้องเจอทุกวัน เช่นทุกข์เรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องเงินทอง เรื่องความรัก อยู่ที่ว่าเรามองความทุกข์อย่างไรมากกว่า

ส่วน อนัตตา คือ การไม่มีตัวตน สมมุติวันนี้เราอาจมีทุกอย่าง  สุดท้ายวันหนึ่งก็เอาไปไม่ได้อยู่ดี สิ่งเหล่านี้เรียกว่า “กิเลส” ครับทั้งอำนาจ เงินทอง ที่เรากำลังขวนขวายหากันอยู่ทุกวันนี้มีข่าวฆ่ากันตายเพราะแย่งทรัพย์สินออกเยอะแยะแต่ถ้าเรามองให้ดีจะรู้ว่าความสุขกับเงินทองไม่ใช่สิ่งเดียวกันเรามีความสุขในรูปแบบอื่นโดยไม่ต้องเบียดเบียนใครก็ได้
ทั้งหมดที่ผมเล่ามา  มีทั้งแม่และผู้ใหญ่อีกหลายท่านคอยสอนครับ  ตอนแรกผมก็ไม่ค่อยเชื่อหรอกแต่พอได้ลองลงมือทำด้วยตัวเอง  ปรากฏว่าทุกสิ่งที่พระพุทธศาสนาสอนเป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์ได้ครับ ผมเชื่อสุดใจเลยและผมก็เชื่อว่าถ้าใครได้เรียนรู้และได้พิสูจน์กฎไตรลักษณ์เหมือนกันกับผมชีวิตเขาจะเปลี่ยนพลิกไปในทางที่ดีเช่นกัน
“สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นย่อมดีเสมอ”

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here